วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556

ข้อสอบกลางภาค ปีการศึกษา 2556 ข้อที่ 1

ข้อสอบกลางภาค ปีการศึกษา 2556 ข้อที่ 1


1. เมื่อมีความจำเป็นในการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา นักศึกษาจงนำเสนอแนวทางการพัฒนาหลักสูตรที่มีรายละเอียดข้อมูล ประกอบแผนภูมิ ตามประเด็นต่างๆ โดยอธิบายในลักษณะกระบวนการปฏิบัติงานกลุ่มในการเรียนรู้วิชานี้ ดังต่อไปนี้

1) คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร โดยระบุบทบาทหน้าที่ และขอบข่ายการปฏิบัติงาน
คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร ควรมาจากผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพโรงเรียน สภาพของผู้เรียน และสภาพสังคม ซึ่งบุคคลนั้นต้องเป็นบุคคลที่มาจากหลายฝ่ายด้วยกัน เช่น นักการศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย ผู้บริหาร ครูผู้สอนนักเรียน ผู้ปกครองชุมชน และนักพัฒนาหลักสูตร เพื่อที่จะทำให้ได้หลักสูตรที่เหมาะสมกับตัวผู้เรียนมากที่สุดโดยคณะกรรมการหลักสูตรจะต้องทำความเข้าใจในประเด็นดังนี้    
1.โรงเรียนจะเป็นเลิศด้านใดบ้าง มีวิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมายอย่างไร
2.หลักสูตรสถานศึกษาเป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ใด
3.จัดการศึกษาตามแนวคิดใด
4.ประเมินการเรียนรู้อย่างไร
โดยมีขอบข่ายทางการศึกษาในประเด็น ดังนี้
1.การศึกษาสภาพและความต้องการของท้องถิ่น
2.การศึกษาสภาพและความต้องการของผู้เรียน
3.การศึกษาศักยภาพของโรงเรียน
4. ศึกษาหลักสูตรแม่บท
โดยคณะกรรมการหลักสูตรนั้นจะประกอบด้วยคณะกรรมการแต่ละด้านโดยเน้นว่าแต่ละคณะกรรมการต้องทำงานควบคู่กันไป ดังนี้
คณะกรรมการอำนวยการ  เป็นผู้นำทีมในการพัฒนาหลักสูตรจะมีหน้าที่ในการศึกษาสิ่งที่จำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรทั้งในด้าน สังคม จิตวิทยา และ ปรัชญาโดยมีบทบาทในพัฒนาหลักสูตรประสานองค์ความรู้และประสานความคิดทั้ง 3 ด้านให้เป็นหนึ่งเดียวมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ดังนี้
1) เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางด้านสังคม จิตวิทยา ปรัชญา มาบรรจุในหลักสูตรอย่างสอดคล้องกัน
2) ทำหน้าที่ในการดูแลและติดตามการทำงานของคณะกรรมการแต่ละชุด
3) เป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาหลักสูตรของคณะกรรมการแต่ละชุดและทำหน้าที่ในการพัฒนาหลักสูตร
4) คณะกรรมการอำนวยการนั้นมีหน้าที่ในการปรึกษาหารือกับสมาชิกในกลุ่มชี้แจ้งถึงบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการแต่ละชุดว่ามีหน้าที่อะไรบ้างและมีแนวทางการดำเนินหน้าที่นั้นๆให้บรรลุผลอย่างไร
โดยแบ่งเป็นแต่ละฝ่ายดังนี้
1.คณะกรรมการสังคมร่มไม้ ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูถึงสภาพสังคมและวัฒนธรรมของผู้เรียนเพื่อเป็นการปรับปรุงและเพิ่มเติมในส่งที่ผู้เรียนขาดโดยทั่วไปสังคมไทยนั้นมีสังคมอยู่ 2 แบบคือสังคมชนบทที่มักจะประกอบอาชีพเกษตรกรรมและสังคมในเมืองที่มักจะประกอบอาชีพอุตสาหกรรมซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสังคมร่มไม้ที่จะกำหนดหลักสูตรอย่างไรให้สอดคล้องกับสังคมของผู้เรียนอันจะช่วยส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนได้ดีมากยิ่งขึ้น 
สิ่งที่คณะกรรมการสังคมร่มไม้จะต้องทราบ
โครงสร้างทางสังคมผู้เรียนที่มีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับธรรมชาติมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายตัวหลักสูตรอาจจะเน้นการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากธรรมชาติรอบตัว เป็นต้น ในส่วนผู้เรียนที่เป็นสังคมอุตสาหกรรมถ้าเป็นหลักสูตรที่เน้นตัววิชาการให้โรงเรียนเป็นรากฐานทางวิชาการก็อาจจะฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์อาจจะใช้จากสภาพปัญหาที่พบในสังคมก็เป็นได้
ค่านิยมในสังคม เนื่องจากการศึกษาเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมดังนั้นค่านิยมที่มาเหมาะสม ดังเช่น ค่านิยมในความเฉื่อยชา การถือฐานุรูป การถือความสัมพันธ์ส่วนตัว อำนาจและความใจเย็น ค่านิยมเหล่านี้ก็ควรปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทยและการปรับเปลี่ยนในปัจจุบันให้มากยิ่งขึ้น
ธรรมชาติของคนไทยในสังคม ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละสังคม ดังนี้
การยึดมั่นตัวบุคคลมากกว่าหลักการและเหตุผล
ยกย่องผู้ที่มีความรู้หรือได้รับการศึกษาสูง
เคารพและคล้อยตามผู้มีวัยวุฒิสูง
รักความอิสระและการทำงานตามลำพัง
มีลักษณะเฉื่อยชาไม่กระตือรือร้น
                เน้นว่าการพัฒนาหลักสูตร ควรคำนึงถึงลักษณะธรรมชาติ บุคลิกของคนในสังคม โดยพิจารณาว่าลักษณะใดควรจะคงไว้หรือปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพราะตัวหลักสูตรเองก็จะเป็นแนวทางการสร้างลักษณะสังคมในอนาคต
การชี้นำสังคมในอนาคต ตัวหลักสูตรควรมีการชี้นำสังคมไทยในอนาคตด้วยเพื่อสามารถนำไปใช้ในการจัดการศึกษาเพื่อสร้างสังคมในแบบที่ต้องการและเหมาะสมกับผู้เรียนโดยอาศัยความร่วมมือจากหลากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน นักวิชาการท้องถิ่น เป็นต้น
บทบาทของคณะกรรมการสังคมร่มไม้
1.ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ สอบถามนักเรียนถึงสภาพความเป็นอยู่ทางสังคม โดยใช้เครื่องมือเช่น การสอบถามทางตรง การดูจากสมุดประจำตัวผู้เรียน
2.เขียนถึงรูปแบบที่จะใช้ในการพัฒนาหลักสูตรว่าควรใช้รูปแบบใดทั้งนี้รูปแบบนั้นควรมีความหลากหลายและตอบสนองต่อผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม
3.ตรวจสอบหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพสังคม
4.นำหลักสูตรไปให้คณะกรรมการแต่ละชุดตรวจสอบให้สอดคล้องกัน

ขอบข่ายการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสังคมร่มไม้
1.ประสานงานกับครูประจำชั้นในการถามถึงรายละเอียดทางด้านสังคมของผู้เรียนโดยดูจากสมุดประจำตัว การสอบถามจากผู้เรียนหรือผู้ปกครองโดยตรง
2.หลังจากที่ได้ประมวลถึงสภาพสังคมแล้วก็นำมาเป็นแนวทางในการเขียนหลักสูตรให้สอดคล้องกับผู้เรียน เช่น ผู้เรียนในสังคมเกษตรกรรม ก็เน้นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ในท้องถิ่นกับปราชญ์ชาวบ้าน ผู้เรียนสังคมอุตสาหกรรม เน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์ และทักษะทางวิชาการ เป็นต้น
3.ตรวจสอบการพัฒนาหลักสูตรภายในคณะกรรมการสังคมร่มไม้และคณะกรรมการแต่ละชุดเพื่อนำมาแก้ไขต่อไป
2.คณะกรรมการทางด้านใจดีจิตวิทยา
                กระบวนการทางด้านจิตวิทยาต่อการพัฒนาหลักสูตรว่าจะดำเนินงานเน้นผู้เรียนทางด้านใดเพื่อให้เข้ากับธรรมชาติของผู้เรียนและการจัดหลักสูตรที่เหมาะสม โดยต้องอาศัยทฤษฎีการเรียนรู้ทั้ง 3 กลุ่ม คือกลุ่มพฤติกรรมนิยม กลุ่มปัญญานิยม กลุ่มมนุษยนิยม เป็นต้น
สิ่งที่คณะกรรมการจิตวิทยาจะต้องทราบ
1.วุฒิภาวะ วุฒิภาวะประกอบด้วยวุฒิภาวะทางด้านร่างกาย วุฒิภาวะทางด้านจิตใจโดยทั้งสองด้านนี้ต้องพัฒนาควบคู่กันไป
2.การเรียนรู้ การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมอันเนื่องมาจากประสบการณ์ ซึ่งการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ จากการเรียนรู้ทำให้เราสามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆในชีวิตและระเบียบแบบแผนของสังคมทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข
บทบาทของคณะกรรมการใจดีจิตวิทยา
1.ดำเนินการศึกษาทฤษฎีทางจิตวิทยา
2.กำหนดแนวทางของหลักสูตรด้านจิตวิทยาโดยอิงกับคณะกรรมการทุกๆด้าน
3.นำรูปแบบทางด้านจิตวิทยาที่พัฒนาร่วมกันไปปรึกษาคณะกรรมการแต่ละชุด พร้อมทั้งปรึกษาผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ
4.กำหนดรูปแบบ กิจกรรมแนวทางการสนับสนุนให้แนวคิดทางจิตวิทยาบรรลุผล
5.ดำเนินการตรวจสอบ
ขอบข่ายการปฏิบัติงานของคณะกรรมการใจดีจิตวิทยา
1.ศึกษาทฤษฎีทางจิตวิทยาต่างๆและนำมาอิงกับหลักสูตรที่เราจะพัฒนาโดยในการนี้ควรมีการทำงานเป็นกระบวนการคิดเลือกแนวคิดทางจิตวิทยาที่เหมาะสมที่สุด
2.ศึกษาสภาพสังคมของผู้เรียนว่ามีสภาพสังคมเป็นแบบใดแล้วนำมาพัฒนาในหลักสูตรต่อไป เช่น โรงเรียนที่มีสภาพสังคมเป็นรากฐานแห่งปัญญาชุมชน มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นบุคลากรที่มาพัฒนาสังคมต่อไป ก็อาจจะเป็นหลักสูตรที่เน้นใช้ทฤษฎีทางจิตวิทยาสาขา ปัญญานิยม
3.กำหนดรูปแบบแนวทางการใช้หลักสูตร กำหนดกิจกรรมให้รองรับกับกับแนวคิดทางจิตวิทยา
4.การตรวจสอบคุณภาพทางด้านจิตวิทยาโดยคณะกรรมการแต่ละชุดและผู้อำนวยการคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร
5.หากแนวคิดมีความเหมาะสมก็ดำเนินการามาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรแต่ถ้าหากยังไม่เหมมะสมก็นำมาแก้ไขปรับปรุงต่อไป
3.คณะกรรมการปรัชญาเข็มทิศ
ปรัชญามีส่วนสำคัญต่อการสร้างหรือการพัฒนาหลักสูตรการพัฒนาหลักสูตรต้องใช้ปรัชญาในการช่วยกำหนดจุดประสงค์ในการจัดหลักสูตรการสอนสำหรับผู้เรียนโดยคณะกรรมการก็ควรที่จะศึกษาถึงความต้องการของโรงเรียน สภาพทางสังคม จิตวิทยา วิชาการ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วย
บทบาทของคณะกรรมการปรัชญาเข็มทิศ
1.ทำการปรึกษาหารือในแนวทางที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตร
2.ศึกษาข้อมูลทางด้านปรัชญาการศึกษา
3.เขียนแนวทางการพัฒนาหลักสูตรทางด้านปรัชญาการศึกษา
4.ตรวจสอบรวมกันพร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไขให้มีความเหมาะสม
ขอบข่ายการปฏิบัติงานของคณะกรรมการปรัชญาเข็มทิศ
1.ภายในคณะกรรมการการพัฒนาหลักสูตรควรศึกษาถึงความเหมาะสมทางด้านต่างๆที่จะนำมาใช้ในการเลือกปรัชญาการศึกษาโดยต้องให้สอดคล้องกับสภาพสังคมของผู้เรียนและโรงเรียน รวมถึงด้านจิตวิทยา ด้านวิชาการ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2.ศึกษาข้อมูลทางด้านปรัชญาการศึกษาที่เลือกให้เหมาะสมกับการที่จะนำมาพัฒนาหลักสูตร
3.กำหนดทิศทางการสร้างหลักสูตรการศึกษาโดยอิงกับปรัชญาการศึกษาที่เลือกไว้ ทั้งนี้ควรกำหนดถึงรูปแบบการสอน กิจกรรม และ สื่อที่เลือกมาใช้ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
4.ทำการตรวจสอบโดยกระบวนการกลุ่มเพื่อนำมาสู่ปรัชญาการศึกษาที่เหมาะสมกับตัวผู้เรียนคณะกรรมการปฏิบัติงาน คณะกรรมการปฏิบัติงานจะเป็นผู้ทำให้หลักสูตรเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นโดยคณะกรรมการปฏิบัติงานมีดังนี้
1.คณะกรรมการทางด้านรอบรู้วิชาการ ทำหน้าที่ในการศึกษาข้อมูลในรายวิชาเหล่านั้นและจับข้อมูลทางด้าน สังคม จิตวิทยา ปรัชญาลงในเนื้อหารายวิชาอีกซึ่งควรคำนึงธรรมชาติของผู้เรียน ความต้องการและความสนใจโดยอิงกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
2.คณะกรรมการวิทยา-ไอซีทีก้าวไกล เมื่อได้เนื้อหาวิชาที่เหมาะสมกับตัวผู้เรียนแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ การนำเทคโนโลยีหรือสื่อมาใช้ในการเชื่อมโยงความรู้ไปสู่ตัวผู้เรียน โดยสื่อที่นำมาใช้ต้องมีความเหมาะสมแก่ตัวผู้เรียนและความสามารถในการจัดหาของโรงเรียน โดยอาศัยสิ่งที่มีอยู่มาสร้างสรรค์ให้เหมาะสมและต้องคำนึงถึงการที่จะนำไปใช้ได้จริง


………………………………………………………………

2) แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตร (Curriculum Development Model)
·       โอลิวาเป็นคนแรกที่ใช้คำว่า แบบจำลอง (Model) ในการพัฒนาหลักสูตร จะมีการกำหนดกรอบแนวคิดและเกณฑ์ที่ใช้ในการปรับปรุงหลักสูตร โดยที่แบบจำลองจะต้องแสดงองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้
1.             องค์ประกอบหลักของกระบวนการ
2.             การปฏิบัติที่ชัดเจน
3.             ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสูตรและการสอน
4.             จุดหมายเฉพาะที่แตกต่างระหว่างหลักสูตรและการสอน
5.             การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง
6.             วัฏจักรความสัมพันธ์ไม่เพียงแต่แสดงนัยลำดับขั้นตอน
7.             เส้นแสดงการให้ข้อมูลย้อนกลับ
8.             ความเป็นไปได้ที่สุดเริ่มต้นที่ตำแหน่งใดก็ได้ในวงจร
9.             ความเป็นเหตุเป็นผลและความแน่นอนภายในแบบจำลอง
10.      ให้ความคิดที่มีความเรียบง่าย
11.      องค์ประกอบแสดงความสัมพันธ์ในรูปแบบไดอะแกรมหรือแผนภาพ

แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดของนักวิชาการต่างๆ ดังนี้





·       แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตรของไทเลอร์

Ø มีจุดมุ่งหมายทางการศึกษาอะไรบ้างที่โรงเรียนตั้งใจจะก่อให้เกิดแก่ผู้เรียน                                                                                       
การกำหนดจุดมุ่งหมายอย่างกว้างๆเพื่อการวิเคราะห์ปัจจัยคือ นักเรียน สังคม และเนื้อหาสาระโดยจะนำเนื้อหาส่วนนี้มากลั่นกรองเพื่อให้ได้ตัวเนื้อหาที่เป็นจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของหลักสูตร โดยอาศัยพื้นฐานทางด้านปรัชญาการศึกษาและจิตวิทยาเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบและกำหนดขอบเขตว่าหลักสูตรนั้นตอบสนองผู้เรียนหรือสังคมอย่างไร โดยในส่วนจุดมุ่งหมายนี้ต้องครอบคลุมหลักการที่คาดหวังว่าจะให้เกิดแก่ผู้เรียน เช่น ทักษะของคนศตวรรษที่ 21หลักการ 3Rs และ 7Cs เป็นต้น
Ø มีประสบการณ์ทางการศึกษาอะไรบ้างที่โรงเรียนควรจัดขึ้นเพื่อช่วยให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้
โดยในขั้นตอนนี้เป็นการเลือกเนื้อหาและกระบวนการจัดประสบการณ์แก่ผู้เรียนโดยต้องตอบสนองต่อจุดมุ่งหมายที่วางไว้
Ø จะจัดประสบการณ์ทางการศึกษาอย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพ
เป็นการเลือกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการจัดประสบการณ์การเรียนที่เป็นไปตามจุดมุ่งหมาย เช่น การเลือกการใช้สื่อที่เหมาะสม การสอนผู้เรียนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ หรือการสอนแบบเน้นปัญหาเป็นพื้นฐานให้ผู้เรียนวิเคราะห์ เป็นต้น
Ø ประเมินผลประสบการณ์อย่างไรจึงจะตัดสินใจได้ว่าบรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้
สิ่งที่จำเป็นในการประเมินผลที่ Tylor กล่าวไว้จะสรุปการประเมินเป็นด้านๆดังนี้
1.การประเมินตัวหลักสูตร ว่าได้บรรลุจุดมุ่งหมายที่วางไว้หรือไม่และกระบวนการแบบใดที่ทำให้บรรลุหรือตอบสนองต่อการเรียนรู้นั้น
2.การประเมินจากเครื่องมือการประเมินหลักสูตร ว่ามีความถูกต้อง แม่นยำหรือมีความเป็นปรนัยที่น่าเชื่อถือได้เท่าใด
ซึ่งการประเมินผลนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาผลการเรียนรู้ทั้งแบบรายบุคคลและเป็นกลุ่มและดูความเหมาะสมเพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงต่อไป
  
ไทเลอร์ให้คำแนะนำว่าในการกำหนดวัตถุประสงค์ทั่วไปของหลักสูตรทำได้ด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆประกอบด้วย ข้อมูลผู้เรียน ข้อมูลสังคมที่โรงเรียนตั้งอยู่และข้อมูลเนื้อหาสาระวิชา นำข้อมูลสามแหล่งนี้มาวิเคราะห์เชื่อมโยงข้อมูลที่มีเหตุผลเพื่อช่วยให้มั่นใจในข้อมูลที่เก็บรวบรวมมา การเชื่อมโยงข้อมูลเป็นการสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปกำหนดจุดประสงค์ของหลักสูตร(ฉบับร่าง)ต่อจากนั้นกลั่นกรองด้วยปรัชญาการศึกษาของสถานศึกษาและจิตวิทยาการเรียนรู้
ในการกำหนดวัตถุประสงค์ทั่วไปของหลักสูตร ตามแนวคิดของไทเลอร์จะหมายถึง จุดมุ่งหมายของผู้เรียนแล้วนำเนื้อหาสาระและหลักวิชาความรู้มาพิจารณาร่วมด้วยเพื่อกำหนดจุดประสงค์ของหลักสูตร(ฉบับร่าง)ต่อไป   ไทเลอร์ให้คำแนะนำว่าในการกลั่นกรองวัตถุประสงค์ของหลักสูตรลำดับแรกใช้ข้อมูลจากปรัชญาการศึกษาของโรงเรียน ดังคำถามของไทเลอร์ที่ว่า นักการศึกษาจะต้องจัดการศึกษามุ่งให้ความสำคัญกับสังคม ด้วยการยอมรับความต้องการของสังคม และในการดำเนินชีวิตใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือที่มุ่งปรับปรุงสังคม

·       แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตรของทาบา
ทาบามีความเชื่อว่า หลักสูตรต้องถูกออกแบบโดยครูผู้สอนมากกว่าผู้มีอำนาจเหนือทำ แล้วส่งมาให้ใช้ ทาบาเห็นว่าครูผู้สอนพัฒนาหลักสูตรโดยจะเริ่มจากการสร้างสรรค์หน่วยการสอนและการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมากกว่าที่จะออกแบบหลักสูตร
     แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตรของทาบา มีกระบวนการคล้ายคลึงกับไทเลอร์ มี 7 ขั้น ดังนี้
ขั้นที่ 1 การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น
ขั้นที่ 2 การกำหนดจุดประสงค์
ขั้นที่ 3 การเลือกเนื้อหาสาระ
ขั้นที่ 4 การจัดการเกี่ยวกับเนื้อหาสาระ
ขั้นที่ 5 การเลือกประสบการณ์การเรียนรู้
ขั้นที่ 6 การจัดการเกี่ยวกับประสบการณ์การเรียนรู้
ขั้นที่ 7 การตัดสินใจว่าจะประเมินอะไรและวิธีการประเมิน
ทาบากล่าวถึง การพัฒนาหลักสูตรว่าเป็นการพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดอุปมาอุปมัย ทาบาพัฒนาแบบจำลองการพัฒนาหลักสูตรด้วยความพยายามด้วยความมั่นใจเกี่ยวกับหลักสูตรถูกพัฒนาขึ้นจากพื้นฐานของเกณฑ์ที่มีความเที่ยงตรง มิใช่ความคิดเพียงชั่วขณะหนึ่งหรือเป็นเพียงความฝันที่นึกคิดไปเอง
·       แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตรของเซเลอร์ อเล็กซานเดอร์และเลวีส
เซเลอร์ อเล็กซานเดอร์และเลวีส นำเสนอแบบจำลองในการพัฒนาหลักสูตร ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนภายใต้แนวคิดของการวางแผนให้โอกาสการเรียนรู้เพื่อการบรรลุผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้อง สำหรับประชาชนที่ให้บริการโดยโรงเรียน ทั้งนี้ไม่เป็นผลแค่กระดาษแผ่นเดียว หากแต่ประกอบด้วยหลายแผนงานที่เป็นรายละเอียดของหลักสูตร



1.             จุดหมาย วัตถุประสงค์และขอบข่ายที่ต้องการพัฒนา
แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตรแสดงนัยของการวางแผนพัฒนาหลักสูตรเริ่มต้นด้วยการกำหนดจุดหมายสำคัญๆของหลักสูตรและระบุวัตถุประสงค์ของหลักสูตร ที่ต้องการให้ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้จุดหมายของหลักสูตรต้องครอบคลุมปริเขตของหลักสูตรที่ต้องการพัฒนา
2.             การออกแบบหลักสูตร
เมื่อกำหนดจุดหมาย วัตถุประสงค์ และขอบข่ายที่ต้องการพัฒนา นักวางแผนจะดำเนินการออกแบบหลักสูตรต่อไป ด้วยการตัดสินใจสร้างโอกาสการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับขอบข่ายที่ต้องการพัฒนา ระบุวันเวลาและวิธีการ การออกแบบหลักสูตรคำนึงถึงธรรมชาติของวิชา รูปแบบของสถาบันทางสังคมที่สัมพันธ์กับความต้องการและความสนใจของผู้เรียน
3.             การนำหลักสูตรไปใช้
หลังการออกแบบหลักสูตรเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อจากนั้นเป็นการนำหลักสูตรไปใช้โดยครูผู้สอนทั้งนี้เป็นไปตามการออกแบบหลักสูตรที่กำหนดไว้ ครูผู้สอนจะมีบทบาทเกี่ยวกับการวางแผนหลักสูตร ขัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนตามวัตถุประสงค์และเลือกกลยุทธวิธีการสอนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บรรลุผลการเรียนรู้
4.             การประเมินหลักสูตร
นักประเมินหลักสูตรและผู้สอนร่วมกันประเมินด้วยการเลือกใช้เทคนิคการประเมินที่หลากหลาย อเล็กซานเดอร์และเลวีส แนะนำให้ประเมินด้วยการประยุกต์ใช้เทคนิคประสมประสาน มีการประเมินจุดเด่นจุดด้อยทั้งหมดของโปรแกรมการศึกษาของโรงเรียนและต้องรวมถึงแผนของหลักสูตรด้วย นักวางแผนหลักสูตรต้องสามารถตัดสินว่าโรงเรียนบรรลุจุดหมายและวัตถุประสงค์หรือไม่ การประเมินมีจุดเน้น 2 ประการคือ 1) การประเมินผลรวมโดยการใช้หลักสูตรทั้งโรงเรียน ประกอบด้วย เป้าหมาย วัตถุประสงค์ จุดประสงค์การเรียนรู้ ประสิทธิภาพของการเรียนการสอนและผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน 2)การประเมินหลักสูตรทั้งระบบ ตั้งแต่การออกแบบหลักสูตร การนำหลักสูตรไปใช้ เพื่อตัดสินใจว่าหลักสูตรมีประสิทธิภาพเพียงใด

แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตรของโอลิวา
แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตรของโอลิวามีความสัมพันธ์ละเอียดครอบคลุมกระบวนการพัฒนาหลักสูตรตั้งแต่ต้นจนจบทั้ง 17 ขั้นตอน ดังนี้
1.             กำหนดความต้องการจำเป็นของผู้เรียนในแบบทั่วๆไป
2.             กำหนดความต้องการจำเป็นของสังคม
3.             เขียนปรัชญาการศึกษาเป็นจุดหมายของการศึกษา
4.             กำหนดความต้องการจำเป็นเฉพาะสังคม
5.             กำหนดความต้องการจำเป็นของของผู้เรียนในสถานศึกษา
6.             กำหนดความต้องการจำเป็นของ
7.             กำหนดจุดมุ่งหมายของหลักสูตรสถานศึกษา
8.             วัตถุประสงค์ของหลักสูตรสถานศึกษา
9.             จัดระบบระเบียบและการนำหลักสูตรไปใช้
10.      กำหนดจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน
11.      กำหนดวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอน
12.      เลือกกลยุทธของการเรียนการสอน
13.      เริ่มเลือกเทคนิคการวัดและประเมินผล
14.      จัดการเรียนการสอนตามกลยุทธที่เลือกไว้
15.      ตัดสินใจเลือกใช้เทคนิคการวัดและประเมินผล
16.      ประเมินการเรียนการสอนและปรับปรุงองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง
17.      ประเมินหลักสูตรและปรับปรุงองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง

องค์ประกอบที่เป็นสาระสำคัญที่อธิบายถึงรายละเอียด แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตรของโอลิวา
 นักวางแผนหลักสูตรต้องทำความเข้าใจในแต่ละขั้นโดยตลอด จากแหล่งข้อมูลพื้นฐานการพัฒนาหลักสูตร
               
·       แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตรของวิชัย  วงษ์ใหญ่
วิชัย  วงษ์ใหญ่ ได้นำเสนอแบบจำลองการพัฒนาหลักสูตรแบบครบวงจร ซึ่งประกอบด้วย ระบบการร่างหลักสูตร ระบบการนำหลักสูตรไปใช้ และระบบการประเมินหลักสูตร ทั้งสามระบบนี้จะสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน การพัฒนาหลักสูตรจะมุ่งเน้นไปที่ระบบใดระบบหนึ่งไม่ได้ ซึ่งจะเป็นผลทำให้หลักสูตรไม่มีประสิทธิภาพ จะไม่สามารถแก้ไขปรับปรุงได้อย่างถูกต้อง วงจรการพัฒนาหลักสูตรไม่มีการจบสิ้น เป็นกระบวนการต่อเนื่อง

ขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตรมีดังนี้
1.คณะกรรมการการพัฒนาหลักสูตรใช้ข้อมูลสภาพปัญหาและความต้องการของสังคม มากำหนดจุดมุ่งหมาย หลักการและโครงสร้างและออกแบบหลักสูตรขึ้นมา โดยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาวิชาอยู่สม่ำเสมอ
2.ยกร่างเนื้อหาสาระ แต่ละกลุ่มประสบการณ์ แต่ละหน่วยการเรียน แต่ละรายวิชา โดยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาวิชา คณะกรรมการการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาวิชาเป็นผู้กำหนดผลการเรียนรู้ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมหรือจุดประสงค์การเรียนรู้ วางแผนการสอน ทำบันทึกการสอน ผลิตสื่อการสอน จัดกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล
3.ทดลองใช้หลักสูตรในสถานศึกษานำร่อง โดยคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรกำหนดไว้และแก้ไขข้อบกพร่อง (ถ้ามี) โดยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาวิชาอยู่ตลอด
4.อบรมผู้สอน ผู้บริหารทุกระดับ และบุคลากรทางการศึกษาให้เข้าใจหลักสูตรใหม่ เพื่อนำหลักสูตรใหม่ไปใช้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ตรงตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร
5.ปฏิบัติการสอน ด้วยการนำหลักสูตรไปสอนในสถานศึกษาก่อนประกาศใช้หลักสูตร กิจกรรมการใช้หลักสูตรใหม่มี 4 ประการ คือ
                5.1 การแปลงหลักสูตรไปสู่การสอน
                5.2 ผู้บริหารจัดเตรียมสิ่งต่างๆ เช่น บุคลากร วัสดุหลักสูตร และบริการต่างๆ
                5.3 การสอน
                5.4 การประเมินผล

·       แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตร SU Model

                SU Model คือ รูปแบบจำลองโลกแห่งการศึกษา โดยประกอบด้วยวงกลม ซึ่งเปรียบเสมือนโลกที่มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ คือ 1 พื้นฐานทางปรัชญา 2.พื้นฐานทางจิตวิทยาและ3.พื้นฐานทางสังคม โดยมีสามเหลี่ยมแห่งการศึกษาที่มีองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่
1.              ด้านความรู้ กำกับด้วยปรัชญาทางการศึกษา 2 ปรัชญา คือ ปรัชญาสารัตถนิยม (Essentialism) ซึ่งมีแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนเพื่อเป็นการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม ประเพณี และ ปรัชญานิรันดรนิยม (Perenialism) ที่มีแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนด้วยเหตุผล เรียนรู้ในสิ่งที่เป็นเนื้อหาสาระที่มั่นคง
2.              ด้านผู้เรียน กำกับด้วยปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวะนิยม (Existentialism) ซึ่งมีแนวคิดที่ให้บุคคลมีเสรีภาพในการเลือกด้วยตนเอง มีแนวทางการจัดการศึกษาโดยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเลือกประสบการณ์ในการเรียนรู้ด้วยตนเอง
3.              ด้านสังคม จะกำกับด้วยปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยม (Reconstructionism) โดยมีแนวคิดในการจัดการศึกษาให้กับผู้เรียนควรเป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เนื่องจากสังคมมีปัญหา
ในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาต้องตอบสนองด้านผู้เรียน ด้านสังคมและด้านความรู้ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานทางการพัฒนาที่สำคัญ คือ พื้นฐานทางสังคม พื้นฐานทางจิตวิทยาและพื้นฐานทางปรัชญาและภายในสามเหลี่ยมการศึกษาจะประกอบด้วยสามเหลี่ยมเล็กๆสี่ภาพ ซึ่งเป็นการจำลองขั้นตอนในการจัดทำหลักสูตรของTyler โดยประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้
- ขั้นตอนที่หนึ่ง คือ การวางแผนหรือ Planning ซึ่งจะเห็นว่ากำกับด้วยความรู้ (Knowledge) และจะสอดคล้องกับคำถามที่หนึ่งของไทเลอร์ คือ มีจุดมุ่งหมายอะไรบ้างในการศึกษาที่โรงเรียนต้องแสวงหา เพราะว่าหลักสูตรต้องวางแผนให้มีเนื้อหาครบคลุมในสิ่งที่ผู้เรียนต้องรู้และต้องเรียน
 - ขั้นตอนที่สอง คือ การออกแบบหรือ Design ซึ่งจะเห็นว่ากำกับด้วยผู้เรียน (Learner) และจะสอดคล้องกับคำถามที่สองของไทเลอร์ คือ มีประสบการณ์การศึกษาอะไรบ้างที่โรงเรียนควรจัด เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการศึกษา เพราะว่าหลักสูตรต้องออกแบบมา เพื่อให้จัดกิจกรรมหรือประสบการณ์ที่ก่อให้เกิดความรู้แก่นักเรียน
 - ขั้นตอนที่สาม คือ การจัดการหลักสูตรหรือ Organize ซึ่งจะเห็นว่ากำกับด้วยผู้เรียน (Learner), ความรู้ (Knowledge) และสังคม (Society) และจะสอดคล้องกับคำถามที่สามของไทเลอร์ คือจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ เพราะว่าการจัดการหลักสูตรให้ได้ประสิทธิภาพ คือ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิ เพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้และบรรลุวัตถุประสงค์พร้อมกับสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการอยู่ในสังคม
 - ขั้นตอนที่สี่ คือ การประเมินหรือ Evaluate ซึ่งจะเห็นว่ากำกับด้วยสังคม (Society) และจะสอดคล้องกับคำถามที่สี่ของไทเลอร์ คือ ประเมินประสิทธิ์ผลของประสบการณ์ในการเรียนอย่างไร เพราะว่าการประเมินผลการเรียน ความรู้และการจัดการเรียนการสอนจะทำให้นักเรียนได้ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ในสังคม
……………………………………………………………………………………………………………..

3) การตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร
การตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร เป็นการตรวจสอบหลักสูตรเพื่อปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องก่อนที่จะนำไปใช้งานจริง ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบการใช้งานอย่างเป็นระบบมีการประชุมปรึกษางานกับผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรภายในที่พัฒนาหลักสูตร บุคลากรภายในสถานศึกษา เพื่อตรวจสอบว่าองค์ประกอบต่างๆของหลักสูตร เช่นจุดประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการสอน คาบเวลาเรียน วิธีการวัดและประเมินผล มีความสอดคล้องกันหรือไม่อย่างไร วัสดุหลักสูตร เช่น แผนการสอน สื่อการเรียนการสอนต่างๆ มีความสอดคล้องกับหลักสูตรหรือไม่ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรในการตรวจดูองค์ประกอบดังกล่าว
บุคคลที่สามารถให้คำปรึกษาในการพัฒนาหลักสูตร เช่น
1)            ปรึกษาภายในคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร  เป็นกลุ่มบุคคลที่พัฒนาหลักสูตรขึ้นมา  เช่น คณะครู
ผู้บริหาร ผู้ปกครอง คนในชุมชน เป็นผู้ให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
2)            ปรึกษาผู้มีความชำนาญในหลักสูตร โดยอาจจะเป็นผู้ที่มีคุณวุฒิและวัยวุฒิที่สูงกว่าที่มีความเข้าใจและความชำนาญทางด้านหลักสูตรโดยตรง โดยให้ตรวจสอบ ด้านเนื้อหาสาระ  ด้านสื่อการเรียนรู้ ด้านหลักสูตรและการสอน
3)            ปรึกษารับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไขปรับปรุง
โดยการตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร มีวิธีการดังต่อไปนี้ คือ
1.จุดประสงค์ของหลักสูตร จุดประสงค์ หมายถึง สิ่งที่มุ่งหวังให้ผู้เรียนบรรลุผลหลังจากที่เรียนรายวิชานั้นๆแล้ว ทั้งนี้ควรศึกษาจากสภาพปัญหา ความต้องการของผู้เรียนและท้องถิ่นและตรวจสอบดูว่าหลักสูตรที่พัฒนาออกมานั้นเน้นความต้องการทางด้านใดเป็นสำคัญและมีความสอดคล้องกันในประเด็น พื้นฐานทั้ง 5 ด้าน คือ ปรัชญาทางการศึกษา, พื้นฐานทางด้านจิตวิทยา, พื้นฐานทางด้านสังคมและวัฒนธรรม, พื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง และพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือไม่ พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะอย่างเหมาะสม
2.เนื้อหาสาระ เป็นการตรวจสอบว่าเนื้อหาสาระนั้นมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์ของงหลักสูตรหรือไม่ และครอบคลุมส่วนที่เป็นความรู้และทักษะที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียนอย่างไร ทั้งนี้ตัวหลักสูตรจะเป็นสิ่งที่ผู้เรียนจะต้องได้การรับเรียนรู้ ซึงควรมีความต่อเนื่องกับความรู้เดิมของผู้เรียน เนื้อหาควรเรียงลำดับอย่างชัดเจน โดยต้องสอดคล้องกับอายุ ระดับชั้นของผู้เรียน มีการกำหนดระยะเวลาในการเรียนอย่างเหมาะสมให้สอนไดครบถ้วนตามคาบเวลา  และได้รับการถ่ายทอดจากผู้สอนควรคำนึงถึงลักษณะพื้นฐาน ความสนใจ ความต้องการ ความสามารถของผู้เรียนเป็นสำคัญ  ทั้งนี้เนื้อหานั้นควรมีความยืดหยุ่น สามารถปรับได้ตามความเหมาะสม
3.การจัดรูปแบบการสอน ควรกำหนดกิจกรรมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยพิจารณาจากจุดประสงค์แต่ละข้อ การจัดรูปแบบการเรียนการสอนหรือ การจัดกิจกรรมไม่ควรมากหรือน้อยจนเกินไปและมีวิธีการจัดรูปแบบการสอนที่หลากหลาย เพื่อให้เหมาะสมกับความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละคน เช่น
1)            การจัดรูปแบบการสอนโดยเน้นการใช้สื่อ โสตทัศนวัสดุต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้นการจัดกิจกรรมที่เน้นใช้สื่อดังกล่าวควรคำนึงถึงความเหมาะสมในเนื้อหารายวิชาที่จะสอนการเรียนรู้ของผู้เรียน รวมถึงความคุ้มค่าที่จะได้รับ
2)            การจัดรูปแบบการสอนโดยเน้นกิจกรรม เป็นการจัดรูปแบบที่เน้นให้ผู้เรียนได้คิดและได้ทำได้เปลี่ยนพฤติกรรมทางการเรียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นที่จะเรียน เกิดความสนใจไม่เบื่อหน่าย
การจัดรูปแบบการเรียนการสอนนั้นควรคำนึงถึงตัวหลักสูตรว่าจะต้องการพัฒนาด้านใดเป็นสำคัญโดยเน้นให้สอดคล้องกับสภาพสังคมของเรียน เช่น หากตัวหลักสูตรต้อการพัฒนาทักษะกี่มีส่วนรวมทางการเรียน เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญก็อาจเน้นหลักสูตรการเรียนรู้ที่มาจากกิจกรรม เป็นแนวทางแบบพฤติกรรมนิยมหลักสูตรก็อาจใช้รูปแบบการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความรู้ ความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ และจะได้เป็นการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดทักษะในด้านต่างๆ โดยการจัดรูปแบบการสอนนี้ผู้สอนก็ควรเน้นการจัดรูปแบบการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เกิดการพัฒนาด้วยตนเอง
หรือถ้าต้องการเน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ก็อาจใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการสอนแบบแก้ปัญหา(Problem-Solving Approach) หรือแบบปัญหาเป็นฐานตัวนี้ก็จะเหมาะกับโรงเรียนที่เน้นพื้นฐานทางด้านวิชาการ ปรัชญาแบบสารัตถะนิยม โดยเน้นการฝึกกระบวนการคิด วิเคราะห์ การฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง ทั้งนี้หลักที่สำคัญคือ การจัดรูปแบบการสอนก็ควรมีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของผู้เรียน  
4.การประเมินผล เป็นเกณฑ์ต่างๆที่มีขึ้นเพื่อใช้ในการประเมินผล ชี้วัดความก้าวหน้าด้านการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยผู้สอนจะสร้างเครื่องมือในการประเมินผลขึ้นมาหรือผู้เรียนอาจจะมีส่วนร่วมในการสร้าง แนะนำ เครื่องมือในการประเมินผลและผู้เรียนก็ยังมีส่วนร่วมในการใช้เครื่องมือในการประเมินผลนี้ด้วย ซึ่งเครื่องมือในการประเมินผลก็ต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์ เนื้อหาสาระ รูปแบบการจัดการสอน ทั้งนี้ก็เพื่อให้การประเมินผลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อนำมาใช้แล้วบรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้หรือไม่เพื่อประกันว่าสามารถวัดความก้าวหน้าของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง
สิ่งที่ควรต้องประเมินจะต้องครอบคลุมขอบเขตดังนี้
1. การประเมินเอกสารหลักสูตร เป็นการตรวจสอบคุณภาพขององค์ประกอบต่าง ๆ ของหลักสูตร คือ จุดหมาย จุดประสงค์ โครงสร้าง เนื้อหาสาระ วิธีวัดและประเมินผล มีความสอดคล้อง เหมาะสม ครอบคลุม และถูกต้องตามหลักการพัฒนาหลักสูตรหรือไม่เพียงใด ภาษาที่ใช้ในเอกสารมีความชัดเจน และสามารถสื่อสารให้เกิดความเข้าใจต่อการนำไปปฏิบัติหรือไม่ ข้อกำหนดหรือแนวทางการใช้หลักสูตรมีความชัดเจนเพียงใด การวางแผนการจัดการศึกษาตามหลักสูตร มีความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และระดับการศึกษาเพียงใด
2. การประเมินระบบหลักสูตร เป็นการประเมินหลักสูตรทั้งระบบเพื่อให้มองเห็นภาพรวมของหลักสูตรได้อย่างชัดเจน การประเมินระบบของหลักสูตร ประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้
2.1) การประเมินจุดมุ่งหมายของหลักสูตรในระดับต่าง ๆ คือ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร จุดประสงค์ของกลุ่มวิชา หรือกลุ่มสาระการเรียนรู้ จุดประสงค์รายวิชา จุดประสงค์การเรียนรู้ระดับการเรียนการสอนในชั้นเรียน เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องเชื่อมโยงกัน
2.2) การประเมินการจัดเนื้อหาในหลักสูตร คือความเหมาะสมของสัดส่วนเนื้อหา ความทันสมัย ประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับ ความเหมาะสมของการจัดขอบข่ายและลำดับการเรียนรู้ของกรอบโครงร่างหลักสูตร
2.3) การประเมินการจัดการเรียนการสอน เป็นการประเมินการสอนของครู โดยพิจารณาจากการนำหลักสูตรมาใช้ในห้องเรียน ความรู้ความสามารถในเนื้อหาวิชาที่สอน การใช้เทคนิควิธีการสอนที่หลากหลาย การใช้สื่อการเรียนรู้ นวัตกรรมการเรียนรู้ และการเลือกใช้วิธีการวัดและประเมินผลที่หลากหลาย
2.4) การประเมินระบบการบริหารจัดการหลักสูตร เป็นการประเมินความพร้อมในการใช้หลักสูตร โครงสร้างและระบบของสถานศึกษา ผู้บริหารหลักสูตร อาคารสถานที่ ทรัพยากรการศึกษาที่สนับสนุนการเรียนการสอน
3. การประเมินผลผลิตและผลลัพธ์ ในการนำหลักสูตรไปใช้และประเมินสัมฤทธิ์ผลเมื่อใช้หลักสูตรแล้ว เรียกว่า การประเมินผลผลิต และเมื่อต้องการประเมินผลต่อไปในระยะยาวโดยศึกษาถึงผลกระทบต่อสังคม เรียกว่า การประเมินผลลัพธ์ ขอบเขตของการประเมินผลผลิตและผลลัพธ์ เช่น ประเมินเนื้อหาในหลักสูตร ประเมินกระบวนการ ประเมินผู้เรียน กระบวนการ พัฒนาแบบทดสอบ ประเมินประสิทธิภาพการจัดงบประมาณ ประเมินความสำเร็จของผู้สำเร็จการศึกษาในด้านความรู้และทักษะในการปฏิบัติงาน และประเมินเจตคติต่อวิชาชีพ เป็นต้น
การศึกษาการใช้หลักสูตรภาคสนาม
เป็นการศึกษาข้อมูลขั้นพื้นฐานอันจำเป็นก่อนจะนำหลักสูตรนั้นไปใช้จริง ซึ่งเราควรคำนึงปัจจัยต่างๆดังนี้
1.การหาข้อมูลโรงเรียน 
การศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของโรงเรียนว่า โรงเรียนตั้งอยู่สถานที่ใด สามารถติดต่อสื่อสารถึงโรงเรียนได้อย่างไรบ้าง โดยการหาข้อมูล เช่น ที่อยู่ของโรงเรียน เบอร์โทรศัพท์ และ โทรสาร เป็นต้น เช่น
ตัวอย่างรายละเอียดที่จำเป็นโรงเรียนเทศบาล ๑ วัดพระงาม (สามัคคีพิทยา) ตั้งอยู่เลขที่ 41 ถนนริมคลองวัดพระงาม ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม โทรศัพท์ 034-259710 โทรสาร 034-259710 สังกัดเทศบาลนครนครปฐม
1.1 ดูรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนและบุคลากรภายในโรงเรียน
            จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและจำนวนนักเรียนและคณะครู
ตัวอย่างข้อมูลนักเรียนและบุคลากร มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 1,510 คน เป็นชาย 765 คน เป็นหญิง 745 คน มีบุคลากรในโรงเรียนทั้งสิ้น 88 คน โดยแยกเป็นพนักงานครู 67 คน เป็นชาย 7 คน เป็นหญิง 60 คน พนักงานจ้าง 4 คน เป็นชาย 2 คน เป็นหญิง 2 คน ครูปฏิบัติการสอนวิชาสามัญ 7 คน เป็นชาย 1 คน เป็นหญิง 6 คน นักการภารโรง 5 คน เป็นชาย 5 คน แม่ครัว 4 คน เป็นหญิง 4 คน
ตัวอย่างการจัดการเรียนการสอน โรงเรียนวัดพระงามเป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างจะจัดการเรียนรู้แบบค่อยเป็นค่อยไป เน้นการเรียนรู้ที่อิงตามหนังสือห้องเรียนมากกว่าการเรียนรู้จากแหล่งความรู้ด้านอื่นๆซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้เกิดการพัฒนาผู้เรียนในแนวทางที่เหมาะสม
1.2 ข้อมูลอัตลักษณ์ของโรงเรียน  เป็นข้อมูลที่จำเป็นในการดูถึงสิ่งที่โรงเรียนต้องการให้บังเกิดแก่ผู้เรียนทางด้านที่สามารถมองเห็นเป็นรูปธรรมได้
ตัวอย่างอัตลักษณ์โรงเรียน  มารยาทงาม วาจาไพเราะ แต่งกายสุภาพเรียบร้อย
1.3 วิสัยทัศน์  เป็นข้อมูลที่จะช่วยส่งเสริมแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรเพราะจะทำให้คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรทราบว่าโรงเรียนเน้นผู้เรียนให้บรรลุผลในด้านใดเป็นสำคัญ การพัฒนาหลักสูตรก็ควรสอดคล้องกับแนวทางนั้นๆ
ตัวอย่างวิสัยทัศน์  บุคลากรมีความรู้ในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ นักเรียนมีคุณธรรมนำความรู้สู่วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง ยึดมั่นในการปกครองตามระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีสุนทรียภาพด้านศิลปะ ดนตรีและกีฬา สืบสานประเพณีท้องถิ่น รักษ์สิ่งแวดล้อมพร้อมพัฒนาเทคโนโลยี
1.4 ศึกษาในพันธกิจของโรงเรียน เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับตัวพันธกิจที่โรงเรียนมุ่งหวังให้เกิดแก่ผู้เรียน
ตัวอย่างพันธกิจของโรงเรียนโรงเรียนเทศบาล ๑ วัดพระงาม (สามัคคีพิทยา) มีภารกิจในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ดังนี้
     1.ส่งเสริมให้ครูมีความรู้ความสามารถในการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
     2.ส่งเสริมสนับสนุนนักเรียนด้านกีฬา ศิลปะ ดนตรี ได้แสดงออกตามความสามารถและความถนัด
     3.ส่งเสริมให้นักเรียนมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และร่วมมือสืบสานประเพณีท้องถิ่น
     4.ส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์และสืบสานความเป็นไทย
     5.ส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมเกี่ยวกับการเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
     6.ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
     7.จัดกิจกรรมสืบสานศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเน้นให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม 
1.5 ศึกษายุทธศาสตร์ของโรงเรียน เพื่อดูแนวทางที่โรงเรียนต้องการทำให้เกิดขึ้น
ตัวอย่างยุทธศาสตร์
     1.ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพนักเรียน
     2.ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพบุคลากร
     3.ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพวิชาการ
     4.ยุทธศาสตร์การพัฒนากระบวนการบริหาร
     5.ยุทธศาสตร์การพัฒนาอาคารสถานที่และแหล่งเรียนรู้
     6.ยุทธศาสตร์การพัฒนาการมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนกับชุมชน
 2. ติดต่อประสานงาน การติดต่อประสานงานควรทำต่อ
2.1 ผู้อำนวยการของโรงเรียนดังกล่าว เพื่อทำความเข้าใจในการนำหลักสูตรไปใช้ และขอความคิดเห็นในการใช้หลักสูตรดังกล่าวว่าเหมาะสมหรือไม่ และ มีข้อควรปรับปรุงอย่างไร
2.2 รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ เพื่อที่จะชี้แจงว่าจะนำหลักสูตรมาใช้ ในเรื่องใด นักเรียนช่วงชั้นที่ใช้  ข้อคำแนะนำในการนำหลักสูตรไปใช้ ว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่โรงเรียนต้องการหรือไม่พร้อมทั้งสอบถามเรื่องงบประมาณสนับสนุน
2..3 ครูที่ทำการสอนในเนื้อหารายวิชานั้นๆ เพื่อถามถึงรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเบื้องต้น สภาพความเข้าใจของผู้เรียนที่มีต่อเนื้อหามาตั้งแต่เดิม  และขอคำแนะนำในวันและเวลาที่เหมาะสม
2.4 ฝ่ายโสตทัศนอุปกรณ์ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในด้านสถานที่ อุปกรณ์และสื่อต่างๆ
3.  เก็บข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับนักเรียน  เช่น
               ดูข้อมูลส่วนตัวของผู้เรียนว่ามีผลการเรียนโดยรวมอย่างไร ความถนัดความสนใจและศักยภาพด้านใดที่โดดเด่นและสามารถนำมาประยุกต์ต่อการจัดการเรียนการสอนได้อย่างไรบ้าง
4.ขอใบอนุญาตการนำหลักสูตรไปใช้ เมื่อติดต่อกับโรงเรียนร้อยก็เตรียมการอนุมัติการนำหลักสูตรไปใช้ โดยการติดต่อกับภาควิชาของตนเพื่อขอใบอนุญาตการนำหลักสูตรไปใช้ในโรงเรียน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น