กิจกรรมที่ 2 ศึกษาประวัติการศึกษาของประเทศไทย แล้วนำมาวิเคราะห์ตามประเด็นต่อไปนี้
2.1 ศึกษาแผนการศึกษาของประเทศไทยตั้งแต่ฉบับแรก ถึง ปัจจุบัน ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับหน้าที่ของทฤษฎีหลักสูตร
แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับแรก ถึงปัจจุบัน
1. แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2475 ในแผนการศึกษาฉบับนี้เน้นให้การศึกษา 3 ส่วน คือ จริยศึกษา เป็นการอบรมศีลธรรมอันดีงาม พุทธิศึกษา ให้ปัญญาความรู้ และพลศึกษา เป็นการฝึกหัดให้เป็นผู้มีร่างกายสมบูรณ์
2. แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2479 ในสมัยพลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา(พจน์ พหลโยธิน) เป็นนายกรัฐมนตรีแผนการศึกษาฉบับนี้ได้ปรับปรุงมาจากแผน ปี พ.ศ.2475 เนื่องจากว่าแผนการศึกษาฉบับปี 2475 นั้นมีระยะเวลาในการศึกษาสามัญยาวเกินสมควร คือต้องเรียนสายสามัญ 12 ปี และยังต้องเข้าเรียนต่อสายวิสามัญอีก แผนการศึกษา 2479 นี้กำหนดระยะเวลาของการเรียนชั้นประถมศึกษาเพียง 4 ปี ทั้งนี้เป็นเพราะต้องการเร่งรัดให้ประชาชนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับถึงกึ่งหนึ่งโดย เร็วโดยปรับปรุงให้เหมาะสมกับกาลสมัยมากขึ้น แต่ยังคงเน้นให้การศึกษาทั้ง 3ด้าน
3. แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2494 จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ในแผนนี้ได้เพิ่ม หัตถกรรม คือการฝึกหัดอาชีพและการประกอบอาชีพเข้ามาอีกรวมเป็น 4 ส่วน จึงเป็นองค์สี่แห่งการศึกษาคือ พุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา และหัตถศึกษา (ได้อิทธิพลปรัชญาการศึกษาแบบอเมริกัน) และได้มีการกล่าวถึงการศึกษาพิเศษและการศึกษาผู้ใหญ่ด้วย แผนการศึกษาฉบับนี้ได้ยกฐานะกองโรงเรียนประชาบาลในกรมสามัญศึกษาขึ้นเป็นกรมประชาศึกษา เพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษาผู้ใหญ่และการศึกษาพิเศษ นอกจากนี้ยังมีความพยายามขยายการศึกษาภาคบังคับเป็น 7 ปีอีกด้วย
4. แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2503 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี แผนนี้ได้นำเอาแผนการศึกษาชาติ พ.ศ.2494 มาปรับปรุงใหม่ เพื่อสนองความต้องการของสังคมและบุคคล โดยให้สอดคล้องกับการปกครองประเทศ แผนนี้ร่างโดยคณะกรรมการ 77คนจากหลายสาขาอาชีพโดยมี หม่อมหลวง ปิ่น มาลากุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาในขณะนั้นเป็นประธาน จากแผนฯนี้ได้ขยายการศึกษาภาคบังคับเป็น 7ปี จัดเน้นให้การศึกษา 4 ส่วน และได้จัดระบบการศึกษา เป็น 7:3:2 (ประถม 7 ปี (ศึกษาภาคบังคับ) มัธยมต้น 3 ปี มัธยมปลาย 2 ปี) แผนนี้มีอายุการใช้ยาวนานที่สุดถึง 16 ปี
5.แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2512 สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรให้คณะบุคคลหรือเอกชนได้มีส่วนร่วมในการให้การศึกษาแก่กุลบุตรกุลธิดาในระดับชั้นอุดมศึกษาได้ด้วย
6. แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2520 สมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในแผนนี้ต้องการปรับปรุงแผนการศึกษาให้สนองความต้องการและการเปลี่ยนแปลงในสังคม เพื่อสามารถอบรมพลเมืองให้ตระหนักและเห็นคุณค่าของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จัดระบบการศึกษาเป็น 6:3:3 โดยได้ลดชั้นประถมลง 1 ปี และเพิ่มชั้นมัธยมปลาย 1 ปี เท่าระบบปัจจุบัน แต่เวลาเรียนยังเป็น 12 ปี แผนการศึกษาฉบับนื้ยังได้ให้ความสำคัญกับการศึกษานอกระบบโรงเรียนเป็นพิเศษ อีกด้วย แผนการศึกษาแห่งชาติ 2520 นี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารประถมศึกษาครั้งใหญ่
7. แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2535 ประกาศโดยนายอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น แผนนี้ได้ปรับปรุงมาจากแผนการศึกษา พ.ศ.2520 เพื่อให้ระบบการศึกษาสนองตอบความต้องการและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใน สังคมไทยอย่างรวดเร็ว และสร้างความสมดุลในการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดการศึกษาในระบบ 6:3:3โดยมุ่งจัดการศึกษาที่เน้นการพัฒนาบุคคลใน 4 ด้านอย่างสมดุลและกลมกลืนกัน คือ ด้านปัญญา ด้านจิตใจ ด้านร่างกาย และด้านสังคม ตลอดจนมีความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพและสามารถพึ่งตนเองได้
8. แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2545-2559 โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต เป็นประธานอนุกรรมการ ในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี เรื่องสำคัญที่ครูทุกคนจำได้ในแผนนี้ คือสอนให้นักเรียน เก่ง ดี มีสุข
· วัตถุประสงค์ 1 : พัฒนาคนอย่างรอบด้าน และสมดุลเพื่อเป็นฐานหลักของการพัฒนา
แนวนโยบายเพื่อดำเนินการ 1 : การพัฒนาทุกคนตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดชีวิตให้มีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้
แนว นโยบายเพื่อดำเนินการ 2 : การปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
แนว นโยบายเพื่อดำเนินการ 3 : การปลูกฝังและเสริมสร้าง ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในระบบวิถีชีวิตที่ดีงาม
แนว นโยบายเพื่อดำเนินการ 4 : การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพึ่งพาตนเอง และเพิ่มสมรรถนะการแข่งขันในระดับนานาชาติ
· วัตถุประสงค์ 2 : สร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญา และการเรียนรู้
แนวนโยบาย เพื่อดำเนินการ 5 : การพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมความรู้ ความคิด ความประพฤติ และคุณธรรมของคน
แนวนโยบายเพื่อดำเนินการ 6 : การส่งเสริมการวิจัยและการเรียนรู้ของสังคมไทย
แนวนโยบายเพื่อดำเนินการ 7 : การสร้างสรรค์ ประยุกต์ใช้และเผยแพร่ความรุ้และการเรียนรู้ภูมิปัญญาและการเรียนรู้
· วัตถุ ประสงค์ 3 : เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคมเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาคน และสร้างสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้
แนวนโยบายเพื่อดำเนินการ 8 : การส่งเสริมและสร้างสรรค์ทุนทางสังคม วัฒนธรรม ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บนฐานของศาสนาภูมิปัญญาท้องถิ่น/ไทย
แนวนโยบายเพื่อดำเนินการ 9 : การจำกัด ลด ขจัดปัญหาทางโครงสร้างที่ก่อให้เกิดและ/หรือคงไว้ซึ่งความยากจน ขัดสน ด้อยทั้งโอกาสและศักดิ์ศรีของคนและสังคมไทย เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม
แนวนโยบายเพื่อดำเนินการ 10 : การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาและการพัฒนาประเทศ
แนวนโยบายเพื่อดำเนิน การ 11 : การจัดระบบทรัพยากรและการลงทุนทางการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาคนและสังคมไทย
9. แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2552-2559
เสนอโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีต รมว.ศึกษาธิการ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นการปรับปรุงแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2545-2559 ที่ใช้มาแล้วครึ่งทางและยังเหลือระยะเวลาอีกกว่า 7 ปี
สาระสำคัญของแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552 — 2559)
ปัจจุบันแม้สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ แต่เนื่องจากแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับเดิม (พ.ศ. 2545 — 2559) นั้น เป็นแผนระยะยาวที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 จึงเห็นควรให้คงปรัชญาหลัก เจตนารมณ์ และวัตถุประสงค์ของแผนฉบับเดิมไว้ แล้วปรับปรุงในส่วนของนโยบายเป้าหมาย และกรอบการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
ปรัชญาหลักและกรอบแนวคิด
การจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552 — 2559) ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยึดทางสายกลางอยู่บนพื้นฐานของความสมดุลพอ ดี รู้จักพอประมาณ อย่างมีเหตุผล มีความรอบรู้เท่าทันโลก เพื่อมุ่งให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของคนไทย เกิดการบูรณาการแบบองค์รวมที่ยึด “คน” เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอย่างมี “ดุลยภาพ” ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม เป็นแผนที่บูรณาการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬากับการศึกษาทุกระดับ รวมทั้งเชื่อมโยงการพัฒนาการศึกษากับการพัฒนาด้านต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็นต้น โดยคำนึงถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
เจตนารมณ์ของแผน
แผนการศึกษาแห่งชาติมีเจตนารมณ์เพื่อมุ่ง
(1) พัฒนาชีวิตให้เป็น “มนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข”
(2) พัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีความเข้มแข็งและมีดุลยภาพใน 3 ด้าน คือ เป็นสังคมคุณภาพ สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ และสังคมสมานฉันท์และเอื้ออาทรต่อกัน
วัตถุประสงค์ของแผน
1. เพื่อให้บรรลุตามปรัชญาหลักและเจตนารมณ์ของแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552 — 2559) จึงกำหนดวัตถุประสงค์ของแผนฯ ที่สำคัญ 3 ประการ ดังนี้
2. พัฒนาคนอย่างรอบด้านและสมดุลเพื่อเป็นฐานหลักของการพัฒนา
3. เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้
4. เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคมเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาคน และสร้างสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญา และการเรียนรู้
แนวนโยบาย เป้าหมาย และกรอบการดำเนินงาน
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งสามประการดังกล่าว ประกอบกับการคำนึงถึงทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคตที่เน้นการใช้ความรู้เป็น ฐานของการพัฒนา ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ประชากร สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงได้กำหนดแนวนโยบายในแต่ละวัตถุประสงค์ ดังนี้
· วัตถุประสงค์ 1 พัฒนาคนอย่างรอบด้าน และสมดุล เพื่อเป็นฐานหลักของการพัฒนาแนวนโยบาย
1.1 พัฒนาคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ในทุกระดับและประเภทการศึกษา
1.2 ปลูกฝังและเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม มีจิตสำนึกและมีความภูมิใจในความเป็นไทย มีระเบียบวินัย มีจิตสาธารณะคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และรังเกียจการทุจริต ต่อต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียง
1.3 เพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนทุกคนตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดชีวิตได้มีโอกาส เข้าถึงบริการการศึกษาและการเรียนรู้ โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการหรือทุพพลภาพ ยากจน อยู่ในท้องถิ่นห่างไกล ทุรกันดาร
1.4 ผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขัน และร่วมมือกับนานาประเทศ
1.5 พัฒนามาตรฐานและระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ทั้งระบบประกันคุณภาพภายในและระบบการประกันคุณภาพภายนอก
1.6 ผลิตและพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานมีคุณธรรม และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
· วัตถุประสงค์ 2 สร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้แนวนโยบาย
2.1 ส่งเสริมการจัดการศึกษา อบรม และเรียนรู้ของสถาบันศาสนา และสถาบันทางสังคมทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย
2.2 ส่งเสริมสนับสนุนเครือข่ายภูมิปัญญา และการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรม พลศึกษา กีฬาเป็นวิถีชีวิตอย่างมีคุณภาพและตลอดชีวิต
2.3 ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา พัฒนาระบบบริหารจัดการความรู้ และสร้างกลไกการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์
· วัตถุประสงค์ 3 พัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคม เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาคน และสร้างสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้
แนวนโยบาย
3.1 พัฒนาและนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อการพัฒนาคุณภาพ เพิ่มโอกาสทางการศึกษา และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
3.2 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ โดยเร่งรัดกระจายอำนาจการบริหารและจัดการศึกษาไปสู่สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
3.3 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ประชาชน ประชาสังคม และทุกภาคส่วนของสังคมในการบริหารจัดการศึกษา และสนับสนุนส่งเสริมการศึกษา
3.4 ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่างๆ และการลงทุนเพื่อการศึกษา ตลอดจนบริหารจัดการ และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
3.5 ส่งเสริมความร่วมมือระหว่าประเทศด้านการศึกษา พัฒนาความเป็นสากลของการศึกษา เพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ขณะเดียวกันสามารถอยู่ร่วมกันกับพลโลกอย่างสันติสุข มีการพึ่งพาอาศัยและเกื้อกูลกัน
การบริหารแผนสู่การปฏิบัติ
แผนการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ให้ความสำคัญกับการนำแผนสู่การปฏิบัติ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนข้อเสนอปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ที่เน้นเป้าหมาย 3ด้าน คือ การพัฒนาคุณภาพการศึกษา การขยายโอกาสทางการศึกษา และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการบริการและจัดการศึกษา ตลอดจนคำนึงถึงความสอดคล้องกับระยะเวลาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จึงเห็นควรกำหนดระยะเวลาดำเนินงานบริหารแผนสู่การปฏิบัติเป็น 2 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 แผนงานรีบด่วน ระหว่างปี 2552 — 2554 ให้เร่งดำเนินการตามข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง โดยให้มีการจัดทำแผนเพื่อพัฒนาการศึกษาตามประเด็นเป้าหมายการปฏิรูปการศึกษา ได้แก่
1) แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา 2) แผนขยายโอกาสทางการศึกษา และ 3) แผนส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการบริหารและจัดการศึกษา รวมทั้งควรมีการสร้างกลไกเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนการศึกษาแห่ง ชาติ
ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2552 — 2559 ให้เร่งดำเนินการตามนโยบายทั้ง 14 ด้านให้บรรลุผลตาม เป้าหมายที่กำหนดไว้ และติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามแผนฯ เมื่อสิ้นสุดระยะที่ 1 และระยะที่ 2 รวมทั้งการเตรียมการร่างแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ต่อไป
นอกจากนี้ ให้มีการจัดทำกรอบทิศทางการพัฒนาการศึกษาในช่วงระยะเวลา 5 ปี เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการศึกษาในภาพรวม และแผนพัฒนาการศึกษาแต่ละระดับ/ประเภทการศึกษา ที่สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้แก่ แผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน แผนพัฒนาการอาชีวศึกษา แผนพัฒนาการอุดมศึกษา เป็นต้น
ในระดับจังหวัด/กลุ่มจังหวัด ให้มีการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด และในระดับเขตพื้นที่การศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษาให้มีการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาแผนพัฒนาการศึกษาองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น และสถานศึกษา
2.2 วิเคราะห์ พระราชบัญญัติการศึกษาของประเทศไทย กับทฤษฎีหลักสูตร
ทฤษฎี หมายถึง สมมติฐานที่ได้รับการตรวจสอบและทดลองหลายครั้งหลายหนจนสามารถอธิบายข้อเท็จจริงสามารถคาดคะเนทำนายเหตุการณ์ทั่วๆไปที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์นั้นอย่างถูกต้องและมีเหตุผลเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปจึงเป็นผลให้สมมติฐานกลายเป็นทฤษฎี
ในทางวิทยาศาสตร์นั้นทฤษฎีมีความหมายว่าชุดของความคิดรวบยอด ชุดของ และชุดของการสร้าง ทฤษฎีเป็นข้ออธิบายที่มีรากฐานอยู่บนความรู้ชุดหนึ่งสามารถพิสูจน์ทดลองได้มีความสมเหตุสมผลและสามารถใช้นำมาคาดการณ์ได้โดยลักษณะสำคัญของทฤษฎีในทางวิทยาศาสตร์มี 5 ข้อคือ
1. เป็นกฎเกณฑ์ที่มีความเป็นนามธรรม (abstract rule)
2. สามารถอธิบายได้เป็นการทั่วไป (generalized)
3. สามารถพิสูจน์และทดสอบได้ (testability)
4. ผลที่ได้จากการพิสูจน์และทดสอบมีความเที่ยงตรง (validity)
5. มีความน่าเชื่อถือเนื่องจากผ่านการพิสูจน์และทดสอบมาแล้ว (reliability)
สุเทพ อ่วมเจริญ กล่าวถึง หน้าที่ของทฤษฎีไว้4ประการ ดังนี้
1. บรรยาย(Description)
การบรรยาย เป็นการบอกเล่าเกี่ยวกับการจัดหมวดหมู่หรือจัดจำแนกประเภทของความรู้ที่มีรายละเอียดตามทฤษฎี ซึ่งมีการปรับแต่งโครงสร้างด้วยการแปลความหมายของแต่ละคนที่มีความซับซ้อนของกิจกรรมที่สามารถปรับได้ โดยสรุปเป็นการจัดการและสรุปความรู้
2. ทำนาย(Prediction)
การทำนาย-ทฤษฎีสามารถทำนายเหตุการณ์ทั้งที่เหตุการณ์นั้นยังไม่เกิด ทั้งนี้อาศัยพื้นฐานหลักการอธิบายเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน บางครั้งการทำนายเป็นการทำหน้าที่อยู่เหนือความคาดหมาย
3. อธิบาย(Explanation)
การอธิบายคำว่า ทำไม ไม่เพียงแต่ความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์ แต่ไม่ได้ให้ข้อเสนอแนะทั้งสิ่งที่ชัดแจ้งหรือสิ่งที่แฝงอยู่ที่เป็นเหตุผลในสัมพันธ์ภาพนั้นๆ
4. แนะแนว(Guidance)
ทฤษฎีทำหน้าที่เดียวกันกับการแนะแนว ทฤษฎีช่วยนักวิจัยเลือกข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์และสร้างข้อสรุปจากข้อมูล ทฤษฎีจึงส่งเสริมการค้นคว้าต่อเนื่อง
Kerlinger(1973:9) กล่าวว่า หน้าที่ของทฤษฎีมี2 ประการ คือ
1. หน้าที่ในการอธิบาย ถือเป็นหน้าที่หลักเบื้องต้น มุ่งอธิบายให้เข้าใจเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคม
2. หน้าที่ในการทำนายหรือคาดคะเน หมายถึง การคาดคะเนความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์อย่างน้อยสองเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในสถานที่หนึ่ง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
จากข้อมูลเกี่ยวกับหน้าที่ของทฤษฎีที่กล่าวมาในข้างต้น อาจกล่าวได้ว่า หน้าที่ของทฤษฎี คือ
1. การบรรยาย
2. การอธิบาย
3. การคาดคะเนหรือทำนาย
4. การแนะแนว
หน้าที่ของทฤษฎีหลักสูตร คือ กรอบหรือตัวช่วยอย่างหนึ่งในการกำหนด วางแผน ออกแบบหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา โดยผู้ที่มีส่วนร่วมทางหลักสูตร
เมื่อพิจารณาแผนการศึกษาแห่งชาติ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติกับทฤษฎีทางหลักสูตรแล้วจะพบว่า ทฤษฎีทางหลักสูตรเข้ามาทำหน้าเป็นตัวในการกำหนดกรอบ วางแผนการศึกษาในระดับชาติ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาแผนการศึกษาหรือพัฒนาหลักสูตรนั้นจำเป็นต้องศึกษาและวิเคราะห์ประวัติ ศาสตร์และประวัติความเป็นมาของการศึกษาไทยร่วมด้วย เพราะจะเป็นเครื่องเตือนใจ และแนวทางสู่การวางแผนการศึกษาในอนาคต การศึกษาเกี่ยวกับแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ การปฏิรูปการศึกษา พระราชบัญญัติการศึกษา ล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรต่อไป
จากการศึกษาแผนการศึกษาแห่งชาติพบว่า แผนการศึกษาแห่งชาติแบ่งออกเป็นสองช่วงคือ ช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง(2475) จวบจนปัจจุบัน
ยุคก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แผนการศึกษาแห่งชาติเรียกว่า โครงการศึกษา ซึ่งมีจำนวนสี่ฉบับคือ ฉบับ พ.ศ.2411 ฉบับพ.ศ. 2455 ฉบับพ.ศ. 2456และฉบับพ.ศ. 2464 ส่วนใหญ่จะกำหนดเกี่ยวกับการจัดหลักสูตร การวัดผลและการบริหารการศึกษา ไม่ได้ระบุให้มีการจัดการศึกษา โดยคำนึงถึงองค์แห่งการศึกษา คือ ไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนเพียงแค่กล่าวในภาพรวม ยุคภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้เปลี่ยนชื่อเป็น แผนการศึกษา และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น แผนการศึกษาแห่งชาติตั้งแต่ฉบับปีพ.ศ. 2503 เป็นต้นมา ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติทั้งหมด 11 ฉบับแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ. 2475นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการกำหนดนโยบายแบบกว้าง ไม่ลงลึกในรายละเอียด ผู้ที่จะปฏิบัติควรจะต้องมีการอาศัยบทบัญญัติในทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาประกอบด้วย แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติฉบับปีพ.ศ. 2475 และฉบับปีพ.ศ. 2479 กล่าวถึงองค์สาม คือเรื่อง จริยศึกษา เป็นการอบรมศีลธรรมอันดีงาม พุทธิศึกษา ให้ปัญญาความรู้ พละศึกษา เป็นการฝึกให้เป็นผู้ที่มีร่างกายสมบูรณ์ ส่วนแผนการศึกษาฉบับปีพ.ศ.2494และฉบับปีพ.ศ.2503 จะกล่าวถึงองค์สี่ คือ พุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษาและหัตถศึกษา แผนการศึกษาแห่งชาติฉบับปีพ.ศ.2520 ได้มีการจัดระบบการศึกษาใหม่เป็น6:3:3 ซึ่งก็คือระบบการศึกษาในแบบปัจจุบัน และในปัจจุบันที่เน้นเรื่องทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่21 ที่ผู้เรียนต้องมี 3R+7C ในส่วนของ 3R คือ อ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็นนั้น ในแผนการศึกษาฉบับปีพ.ศ.2520 หมวดที่3 เรื่องระบบการศึกษา ในข้อ31 ก็ได้มีการกำหนดไว้ตั้งแต่ยุคนั้นแล้วเช่นกัน มีเนื้อความที่ว่า
“ 31. การศึกษาระดับประถมศึกษา เป็นการศึกษาที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถขั้นพื้นฐาน และให้คงสภาพอ่านออก เขียนได้ คิดคำนวณได้ มีความสามารถประกอบอาชีพตามควรแก่วัยและความสามารถได้ และสามารถดำรงตนเป็นพลเมืองดีในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”
แผนการศึกษาแห่งชาติฉบับปีพ.ศ.2545-2559 เน้นว่าครูต้องสอนให้ผู้เรียนเก่ง ดีและมีสุข เนื่องจากสภาวะวิกฤติทางการเมืองการปกครอง การเปลี่ยนรัฐบาล นำมาซึ่งผลของการเปลี่ยนแปลงข้อความสำคัญในแผนพัฒนาการแห่งศึกษาแห่งชาติ ทำให้เกิดแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุงปีพ.ศ.2552-2559 โดยแผนระยะยาวของฉบับปีพ.ศ.2545-2559ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 จึงให้คงปรัชญาหลัก เจตนารมณ์ และวัตถุประสงค์ของฉบับเดิมไว้ แล้วปรับปรุงในส่วนของเป้าหมาย นโยบาย และกรอบการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
ด้านปรัชญาหลักและกรอบแนวคิด ให้ยึดหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ด้านเจตนารมณ์ของแผน
1. พัฒนาชีวิตให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรม อยู่ร่วมกับ ผู้อื่นได้
2. พัฒนาสังคมให้เป็นสังคมคุณภาพ สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ สังคมสมานฉันท์และเอื้ออาทรต่อกัน เป็นต้น
สำหรับแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปี พ.ศ.2555-2559 จัดขึ้นภายใต้กรอบทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่สิบเอ็ด พ.ศ.2555-2559 และสอดคล้องเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีการกำหนดยุทธศาสตร์ 5 ประเด็นที่ครอบคลุมทั้งการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานผู้เรียน ครู คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษาและสถานศึกษา เสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา ขยายโอกาสการศึกษาและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต แผนการศึกษาฉบับนี้เน้นการนำแผนไปสู่การปฏิบัติ เน้นเป้าหมาย 3 ด้าน คือ การพัฒนาคุณภาพการศึกษา การขยายโอกาสทางการศึกษา และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการบริหารและจัดการศึกษา
แผนการศึกษาแห่งชาติ คือแผนงานหลักในการจัดการศึกษาของชาติ เป็นตัวกำหนดทิศทาง และขอบเขตของการศึกษาในช่วงระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งเปรียบได้ว่าเป็นหลักสูตรของชาติประเภทหนึ่ง มีการกำหนดปรัชญาหลักและกรอบแนวคิด เจตนารมณ์ วัตถุประสงค์ แนวนโยบาย เป้าหมายและกรอบการดำเนินงาน การบริหารสู่การปฏิบัติ จะเห็นได้ว่าในแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาตินั้นก็ต้องอาศัยหลักทางทฤษฎี ทฤษฎีทางหลักสูตร ปรัชญา บริบทความต้องการทางสังคม ประวัติศาสตร์ ภูมิหลังมาเป็นตัวกำหนดอนาคตของชาติ คือ ต้องมีการวางแผน (Planning) การออกแบบ(Design) การจัดการ(Organize) และการประเมิน(Evaluation) ด้วยเช่นกัน ในการออกแบบและพัฒนาหลักสูตรจึงจำเป็นต้องศึกษาแผนการศึกษาแห่งชาติร่วมด้วย เพราะจะช่วยให้มองเห็นพัฒนาการทางการศึกษาเป็นสำคัญ นับว่าเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน พัฒนาประเทศที่สำคัญ
ทฤษฎีหลักสูตรเป็นทฤษฎีสำคัญซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดทำหลักสูตรการศึกษา มีทฤษฎีหลักสูตรทางการศึกษามากมายหลายทฤษฎีที่นักการศึกษาได้กำหนดเป็นแนวทางไว้ พอสรุปได้ดังนี้
1. หลักสูตรเป็นวิชาและเนื้อหาวิชา ยึดหลักสัจนิยม(Perennialism) และสาระนิยม(Essentialism)
2. หลักสูตรเป็นประสบการณ์ ยึดลัทธิก้าวหน้านิยม(Progressivism)
3. หลักสูตรเป็นจุดประสงค์
4. หลักสูตรเป็นแผนการ
5. หลักสูตรเป็นระบบการผลิต
ทั้งนี้ยังมีทฤษฎีสำคัญที่ข้อมูลพื้นฐานในการจัดทำหลักสูตรระดับอื่นๆอีก เช่น หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้น ประกอบด้วย
1. ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความสุข
2. ทฤษฎีการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
3. ทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด
4. ทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสุนทรียภาพและลักษณะนิสัย : ศิลปะ ดนตรี กีฬา
5. ทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสุนทรียภาพและลักษณณะนิสัย : การฝึกฝน กาย วาจา ใจ
ดังนั้นทฤษฎีทางหลักสูตรจะเป็นตัวกำหนดทิศทางในการวางหลักสูตรที่สำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมและบริบทของประเทศเป็นสำคัญ พระราชบัญญัติการศึกษามีเจตนารมณ์ที่ต้องการเน้นย้ำว่าการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข การจัดการศึกษา ให้ยึดหลักดังนี้
1) เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน
2) ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
3) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
สำหรับเรื่องการจัดระบบ
หมวด 1. โครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษา ให้ยึดหลักดังนี้
1) มีเอกภาพด้านนโยบายและมีความหลากหลายในการปฏิบัติ
2) มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น
3) มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษาและจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุก ระดับและประเภท
4) มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพและการพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากร ทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
5) ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา
6) การมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น
หมวด 2 สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา
บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
- บุคคล ซึ่งมีความบกพร่องทางด้านต่าง ๆ หรือมีร่างกายพิการ หรือมีความต้องการเป็นพิเศษ หรือผู้ด้อยโอกาสมีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ
- บิดามารดา หรือผู้ปกครองมีหน้าที่จัดให้บุตรหรือบุคคลในความดูแลได้รับการศึกษาทั้งภาคบังคับ และนอกเหนือจากภาคบังคับตามความพร้อมของครอบครัว
- บิดามารดา บุคคล ชุมชน องค์กร และสถาบันต่าง ๆ ทางสังคมที่สนับสนุนหรือจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ตามควรแก่กรณีดังนี้
- การสนับสนุนจากรัฐให้มีความรู้ ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรหรือผู้ซึ่งอยู่ในความดูแล รวมทั้งเงินอุดหนุนสำหรับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
- การลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายการศึกษา
หมวด 3 ระบบการศึกษา
การจัดการศึกษามีสามรูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สถานศึกษาจัดได้ทั้งสามรูปแบบ และให้มีการเทียบโอนผลการเรียนที่ผู้เรียนสะสมไว้ระหว่างรูปแบบเดียวกันหรือต่างรูปแบบได้ ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียนจากสถานศึกษาเดียวกันหรือไม่ก็ตามการศึกษาในระบบมีสองระดับ คือ การศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งจัดไม่น้อยกว่า 12 ปี ก่อนระดับอุดมศึกษา และระดับอุดมศึกษา ซึ่งแบ่งเป็นระดับต่ำกว่าปริญญา และระดับปริญญา ให้มีการศึกษาภาคบังคับเก้าปี นับจากอายุย่างเข้าปีที่เจ็ด จนอายุย่างเข้าปีที่สิบหก หรือเมื่อสอบได้ชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับ
- สำหรับเรื่องสถานศึกษานั้น การศึกษาปฐมวัย และการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้จัดใน
1) สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
2) โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนของรัฐ เอกชน และโรงเรียนที่สังกัดสถาบันศาสนา
3) ศูนย์การเรียน ได้แก่ สถานที่เรียนที่หน่วยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียน บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์ และสถาบันสังคมอื่นเป็นผู้จัด
- การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ให้จัดในมหาวิทยาลัย สถาบัน วิทยาลัย หรือ หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นทั้งนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- การจัดการอาชีวศึกษา การฝึกอบรมวิชาชีพ ให้จัดในสถานศึกษาของรัฐ สถาน ศึกษาของเอกชน สถานประกอบการ หรือโดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับสถานประกอบการ กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ อาจจัดการศึกษา เฉพาะทางตามความต้องการและความชำนาญของหน่วยงานนั้นได้โดยคำนึงถึงนโยบายและมาตรฐานการศึกษาของชาติ
หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา
การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ผู้เรียนทุกคน สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ดังนั้นกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน ได้พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ การจัดการศึกษาทั้งสามรูปแบบในหมวด 3 ต้องเน้นทั้งความรู้ คุณธรรม และ กระบวนการเรียนรู้ ในเรื่องสาระความรู้ ให้บูรณาการความรู้และทักษะด้านต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับแต่ ละระดับการศึกษา ได้แก่ ด้านความรู้เกี่ยวกับตนเองและความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสังคม ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านศาสนา ศิลป วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทย และการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา ด้านภาษา โดยเฉพาะการใช้ภาษาไทย ด้านคณิตศาสตร์ ด้านการประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขในเรื่องการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมที่สอดคล้องกับ ความสนใจ ความถนัดของผู้เรียน และความแตกต่างระหว่างบุคคล รวมทั้งให้ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการการเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้ป้องกันและแก้ปัญหา จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติจริง ผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างสมดุล และปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดี คุณลักษณะอันพึงประสงค์ในทุกวิชา นอกจากนั้น ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ยังต้องส่งเสริมให้ผู้สอน จัดบรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อและแหล่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองและชุมชน รวมทั้งส่งเสริมการดำเนินงาน และการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ การประเมินผลผู้เรียน ให้สถานศึกษาพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความ ประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม และการทดสอบ ส่วนการจัดสรรโอกาสการเข้าศึกษาต่อ ให้ใช้วิธีการที่หลากหลายและนำผลการประเมินผู้เรียนมาใช้ประกอบด้วย หลักสูตรการศึกษาทุกระดับและทุกประเภท ต้องมีความหลากหลาย โดยส่วน กลางจัดทำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เน้นความเป็นไทยและความเป็นพลเมืองดี การดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อและให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดทำหลักสูตรในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และคุณลักษณะของสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชนสังคมและประเทศชาติ สำหรับหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษาเพิ่มเรื่องการพัฒนาวิชาการ วิชาชีพชั้นสูงและการค้นคว้าวิจัย เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และสังคมศึกษา
หมวด 5 การบริหารและการจัดการศึกษา
ส่วนที่ 1 การบริหารและการจัดการศึกษาของรัฐ แบ่งเป็นสามระดับ คือ ระดับชาติ ระดับเขตพื้นที่การศึกษาและระดับสถานศึกษา เพื่อเป็นการกระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่น
หมวด 6 มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา
ให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วย ระบบการประกันคุณภาพภายใน และระบบการประกันคุณภาพภายนอก หน่วยงานต้นสังกัด และสถานศึกษา จัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายใน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหาร และจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเปิดเผยต่อสาธารณชน ให้มีการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาทุกแห่งอย่างน้อยหนึ่งครั้งทุกห้าปี โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา ซึ่งเป็นองค์การมหาชนทำหน้าที่พัฒนาเกณฑ์วิธีการประเมินและจัดให้มีการประเมินดังกล่าว รวมทั้งเสนอผลการประเมินต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน ในกรณีที่ผลการประเมินภายนอกไม่ได้มาตรฐานให้สำนักงานรับรองมาตรฐานฯ จัดทำข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานต้นสังกัด ให้สถานศึกษาปรับปรุง ภายในระยะเวลาที่กำหนด หากมิได้ดำเนินการ ให้สำนักงานรับรองมาตรฐานฯ รายงานต่อคณะกรรมการต้นสังกัด เพื่อให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขต่อไป และสถานศึกษาให้มากที่สุด
หมวด 7 ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา
หมวด 8 ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา
หมวด 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
(ข้อมูลจาก http://www.moobankru.com/knowledge1.html )
เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติประกอบด้วยแล้ว ก็จะเห็นว่ามีการนำแนวคิดทางทฤษฎีหลักสูตรมาเป็นกรอบในการวางแผน การบัญญัติคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา มีการจัดประเมินผู้เรียน รวมไปถึงระบบประกันคุณภาพทั้งภายนอกและภายใน ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติจะมีเนื้อหาครอบคลุมและละเอียดกว่าแผนการศึกษาแห่งชาติ มีรายละเอียด สาระสำคัญที่กล่าวถึงการปกครองระดับท้องถิ่น เอกชน สถาบันครอบครัว เน้นตั้งแต่การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาภาคบังคับ การศึกษาปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับอุดม ศึกษา อาชีวศึกษา การศึกษาเฉพาะทางมีการกำหนดการบริหารและการจัดการศึกษาของรัฐเป็นระดับชาติ ระดับเขตพื้นที่การศึกษาและระดับสถานศึกษา เพื่อกำกับดูแลการศึกษาทุกระดับอย่างทั่วถึง จากเนื้อหาในพระราชบัญญัติการศึกษาพอจะสรุปได้ว่า มีองค์ประกอบหลักที่สำคัญทางหลักสูตรครบถ้วนทั้ง 4ประการคือ
1. ความมุ่งหมาย (Objective)
2. เนื้อหา (Content)
3. การนำไปใช้(Curriculum Implementtation)
4. การประเมินผล (Evaluation)
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรระดับชาติ หลักสูตรระดับชาติ ระดับภาค ระดับสถานศึกษา หรือระดับชั้นเรียนก็ล้วนแล้วต้องอาศัยทฤษฎีทางหลักสูตรเพื่อเป็นกรอบทางความคิดในการกำหนดหลักสูตรเช่นกัน
………………………………………………………………………………………………………………..
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น